คริสตจักรแบ็บติสต์นนทบุรี

ชีวิตบริสุทธิ์ ไม่หยุดนมัสการ เชี่ยวชาญในพระวจนะ มานะอธิษฐาน เป็นพยานสร้างสาวก

OUR VISION

" เพื่อพระองค์จะได้คริสตจักรที่มีศักดิ์ศรี

ไม่มีด่างพร้อย ริ้วรอย หรือมลทินใดๆ เลย

แต่บริสุทธิ์ปราศจากตำหนิ "

เอเฟซัส 5:7

WHAT WE DO

" ..เพราะเหตุนี้จงเฝ้าระวังด้วยความเพียร

และด้วยการวิงวอนเผื่อธรรมิกชนทุกคนอยู่เสมอ "

เอเฟซัส 6:18

OUR COMMUNITY

" จงช่วยรับภาระของกันและกัน

และด้วยการกระทำเช่นนี้ ท่านทั้งหลาย

ก็ได้ปฎิบัติตามธรรมบัญญัติของพระคริสต์ "

กาลาเทีย 6:2

Martin Luther
Martin Luther

press to zoom
Martin Luther
Martin Luther

press to zoom
Martin Luther
Martin Luther

press to zoom
Martin Luther
Martin Luther

press to zoom
1/4
ประวัติความเป็นมา

ความเป็นมาคริสตจักรแบ็บติสต์นนทบุรีต้องท้าวความถึงที่มาของอเมริกาแบ็บติสต์ในสยามประเทศ ซึ่งในศตวรรษที่ 16 เป็นจุดเริ่มต้นของคริสตศาสนานิกายโปรแตสแตนท์ที่แยกตัวออกจากคริสตจักรคาทอลิกในปี ค.ศ.1517 โดยการปฏิรูปศาสนาของ มาติ ลูเธอร์ ซึ่งเน้นศาสนศาสตร์เรื่องการรอดโดยพระคุณและการทรงเลือกสรรประชากรของพระองค์โดยพระเจ้า กลุ่มปฏิรูปนี้ได้เริ่มออกประกาศโดยส่งมิชชันนารีออกไปยังดินแดนต่างๆ ต่อมาในศตวรรษที่ 18 โปรแตสแตนท์ในทวีปอเมริกาเกิดการตื่นตัวฝ่ายวิญญาณครั้งใหญ่ (The Great Awakenings) ซึ่งทำให้เกิดการเคลื่อนไหวในการทำพันธกิจในโลก เช่น กลุ่มไพอาทิสท์ (Pietist) กลุ่มโมราเวียน (Moravian) จนได้ชื่อว่าเป็น ศตวรรศที่ยิ่งใหญ่แห่งพันธกิจโปรแตสแตนท์ เกิดองค์กรพันธกิจ และมีการส่งมิชชันนารีออกไปทั่วโลก

     เมื่อคริสตจักรโปรแตสแตนท์ในสหรัฐอเมริกา และยุโรปต่างก็ส่งมิชชันนารีเข้ามาในเอเชีย และเมืองสยามก็ได้ยินพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์จากมิชชันนารีนิกายโปรแตสแตนท์จากคณะต่างๆ เช่น คณะคองกริเกชั่นแนล (Congregational) คณะเพรสไบทีเรียน และคณะแบ๊บติสต์

     ปี ค.ศ. 1828 ซึ่งตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 แห่งราชวงศ์จักรีจากองค์การ The London Missionary Society โดยการทำพันธกิจเป็นไปอย่างยากลำบาก เพราะในสมัยรัชกาลที่ 3 ไม่โปรดชาวต่างชาติ ไม่ทรงเป็นมิตร และขัดขวางการงานทุกอย่างของมิชชันนารี เมืองสยามในเวลานั้นไม่ได้เป็นกลุ่มเป้าหมายที่มิชชันนารีจะเข้ามาประกาศพระกิตติคุณโดยตรง เป็นแต่เพียงเมืองที่ใช้เดินทางผ่านไปยังจีนเป็นส่วนใหญ่ แต่เนื่องจากจีนปิดประเทศในเวลานั้นทำให้บรรดามิชชันนารีต้องพำนักอยู่ในเมืองสยามเป็นระยะเวลานาน และได้ทำการประกาศกับชนกลุ่มน้อยในเมืองสยาม เช่น จีนอพยพ มอญ พม่า เป็นต้น

     ปี ค.ศ. 1833 องค์การอเมริกันแบ๊บติสต์ (The American Baptist) เข้ามาในเมืองสยามโดยมี จอห์น เทเลอร์ โจนส์ (John Taylor Jones) กับครอบครัว ซึ่งเคยทำงานในประเทศจีนมาก่อนได้เข้ามาทำพันธกิจกับชาวสยาม ซึ่งได้เริ่มทำพันธกิจกับชาวพม่าและมอญที่ตกค้างจากสงครามก่อน ต่อมาท่านพบว่าชาวจีนในสยามให้ความสนใจพระกิตติคุณมากกว่าคนไทย ท่านจึงทำพันธกิจกับชาวจีน จนสามารถให้บัพติสมาแก่ชาวจีน 3 คน

     ปี ค.ศ. 1835 วิลเลียม ดีน (William Dean) มิชชันนารีองค์การอเมริกันแบ็บติสต์ผู้กำลังเตรียมตัวไปทำพันธกิจในจีน ได้ถูกส่งตัวเข้ามาทำพันธกิจกับคนจีนในเมืองสยามก่อนเพื่อรอไปประเทศจีนในภายหลัง ในเวลานั้นในสยามมีชาวจีนแต้จิ๋วอพยพเข้ามาเนื่องจากภัยทางการเมือง และการกันดารอาหาร ในที่สุดมีคนงานของมิชชันนารีรับเชื่อ 2-3 คน วันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 1837 วิลเลียมดีนได้เปิดคริสตจักรจีนแห่งแรกขึ้นในสยามซึ่งนับว่าเป็นคริสตจักรจีนโปรแตสแตนท์แห่งแรกในเอเชียตะวันออก และเป็นคริสตจักรจีนแห่งแรกในโลกอีกด้วย คริสตจักรจิงกวงแห่งนี้ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นภาษาไทยว่า คริสตจักรไมตรีจิต และอีกหนึ่งศตวรรศต่อมา คนจีนก็ได้ผสมกลมกลืนเข้ากับชนชาติไทยโดยการสมรส เมื่อสิ้นรัชกาลที่3 มิชชันนารีได้ทำงานอย่างมีเสรีภาพ เพราะในรัชสมัยของรัชกาลที่4 และรัชกาลที่5 ทรงมีความคิดสมัยใหม่และเปิดกว้างสำหรับมิชชันนารี

     หลังปี ค.ศ. 1850 มิชชันนารีของอเมริกันแบ๊บติสต์ที่เข้ามาในสยามมักเดินทางเข้าไปทำพันธกิจในจีนเกือบทั้งหมด เมื่อย่างเข้าปี 1873 ก็เหลือมิชชันนารีทำงานกับคน 4 กลุ่ม คือ ไทย จีน กะเหรี่ยง และมอญ กลุ่มที่เกิดผลที่สุดคือกลุ่มชาวจีน และคริสตจักรชาวจีนก็ตั้งมั่นคงอยู่ จนถึงปี ค.ศ. 1868 คณะอเมริกันแบ๊บติสต์ก็ยุติพันธกิจกับชาวสยาม

     ในระหว่าง ค.ศ. 1914-1945 มีคริสเตียนในประเทศไทยเพียง 9,000 คน มีคริสตจักร 68 แห่ง คริสเตียนส่วนมากอยู่ทางภาคเหนือของประเทศไทย คริสเตียนส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯ เป็นชาวจีนและเป็นลูกหลานของชาวจีน สภาพคริสตจักรก็เริ่มถดถอยเนื่องด้วยสาเหตุหลายประการ ทั้งเรื่องการเมืองในประเทศ การควบคุมชาวจีนอพยพ และสงครามโลกครั้งที่สอง

     วันที่ 8 ธันวาคม ค.ศ. 1941 สงครามโลกครั้งที่สองเริ่มประทุหนัก ญี่ปุ่นเข้ายึดประเทศไทย ขณะที่สภาพคริสตจักรทั่วโลกอ่อนกำลังลง แต่ความเชื่อของคนหนึ่งก็กำลังประทุไปยังอีกแห่งหนึ่งอย่างไม่น่าเชื่อว่ามันจะเกิดผลในอีก 20 ปีต่อมา จากสะเก็ดดาวแห่งความเชื่อที่ดูเหมือนจะเล็กน้อยที่สุดจากคริสตจักรไมตรีจิตก็ได้ส่องประกายแห่งความเชื่อไปยังจังหวัดนนทบุรี สืบเนื่องมาจากคริสตจักรไมตรีจิตที่มีสมาชิกเป็นชาวจีนตั้งแต่อดีต จนภายหลังก็กลายเป็นเชื้อชาติเดียวกันกับคนไทย อันเนื่องมาจากคนจีนก็แต่งงานกับคนไทย และไม่ได้มีการแยกสัญชาติอีกต่อไป ดังนั้นหลายคริสตจักรก็ดูเหมือนจะมีหลายเชื้อชาติคละเคล้ากันไปนายฮักเยี้ยง แซ่เยียะ (หรือนายอ้วยฮักเยี้ยง) เป็นชาวจีนที่มาจากซัวเถา และเป็นคนหนึ่งที่มีความเชื่อในพระเยซูทั้งๆ ที่ตัวท่านเองก็ได้รับการต่อต้านเพราะเป็นคริสเตียนคนเดียวในครอบครัว ท่านได้แสดงถึงการยืนหยัดในความเชื่อโดยยอมอดทนทุกอย่าง จนในที่สุดได้แยกครอบครัวออกไปตั้งรกรากและทำธุรกิจที่จังหวัดนนทบุรี ภายหลังได้กลายเป็นต้นตระกูล "เอกตระกูล" ซึ่งคนรุ่นลูกของนายฮักเยี้ยงก็ได้มีส่วนอย่างมากในการสนับสนุนการทำพันธกิจของคริสตจักรแบ๊บติสต์นนทบุรีมาจนถึงปัจจุบัน

     ปี 1968 คริสตจักรแบ๊บติสต์นนทบุรี เริ่มต้นด้วยการเปิดเป็นสถานประกาศบริเวณถนนประชาราษฎร์ใกล้สี่แยกตลาดนนทบุรี โดยครอบครัวนายฮักเยี้ยงเป็นผู้เช่าห้องแถว และจ่ายค่าเช่าเดือนละ 2,000 บาท เป็นสถานประกาศอย่างเป็นทางการ มี ศ.จ. ยาโคบ ลิ้ม และพี่น้องจากคริสตจักรสามัคคีธรรมมาช่วยกันประกาศ มีชาวบ้านทั่วไปให้ความสนใจเข้ามาร่วมประชุม ต่อมาได้ย้ายสถานประกาศไปยังถนนพิบูลย์สงคราม ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่เดิมเท่าไรนัก คือยังอยู่บริเวณสี่แยกกลางตลาดนนทบุรีแต่อยู่คนละฟาก ที่นี่เองที่เราเรียกว่าคริสตจักร ศ.จ. ยาโคบลิ้ม ได้ติดต่อกับผู้รับใช้เต็มเวลามาช่วย คือ อาจารย์ นำชัย อิสรากร ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการสหกิจคริสเตียนฯ และเป็นช่วงที่คริสตจักรได้มีมิชชันนารีจากประเทศฟิลิปปินส์เข้ามาช่วยพันธกิจในระยะสั้น นายฮักเยี้ยงได้วางแผนที่จะเซ้งตึกเพื่อตั้งเป็นคริสตจักรถาวรแต่ก็ยังไม่สามารถหาที่ที่เหมาะสมได้

     อีกครั้งเมื่อคริสตจักรได้ย้ายจากถนนพิบูลย์สงครามมาที่ซอยกีฬานนท์นายฮักเยี้ยงได้เสียชีวิตลง ต่อมาคนในครอบครัวนายฮักเยี้ยงตัดสินใจซื้อที่ดินบริเวณซอยกีฬานนท์เพื่อตั้งเป็นคริสตจักรถาวรในราคาสองแสนเจ็ดหมื่นบาทด้วยเงินจากครอบครัวนายฮักเยี้ยงเอง (ภายหลังได้ขายเพื่อเอาเงินไปซื้อที่ดินในซอยพันเอกหาญ) เนื่องจากเมื่อมองในระยะยาวแล้วสถานที่แห่งนั้นคับแคบเกินไปไม่สามารถขยายเขตแดนออกไปได้ จึงพากันย้ายไปซอยพันเอกหาญซึ่งอยู่ห่างออกไปจากตัวเมืองขึ้นไปทางเหนือจากท่าน้ำนนท์และได้ตัดสินใจซื้อที่ดินบริเวณหลังห้องเช่า แต่ที่นั่นอยู่ติดกับอู่ซ่อมรถ ทั้งมีมลพิษและเสียงดังมาก ทำให้พี่น้องต้องตัดสินใจกันอีกครั้งเรื่องสถานที่ จนกระทั่งพระเจ้าทรงประทานที่ดินผืนปัจจุบันนี้ให้ในเวลาอันเหมาะสม

     คริสตจักรได้ทำพิธีมอบถวายอาคารคริสตจักร เมื่อวันที่ 25 มีนาคม ค.ศ.1990 ในช่วงที่ระเหเร่ร่อนอยู่นั้นสมาชิกคริสตจักรซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนในท้องถิ่น และส่วนมากเป็นกลุ่มอนุชนที่ยังไม่มีรายได้เป็นของตัวเอง ต่อมาเด็กๆ เหล่านี้ได้เติบโตขึ้นและเป็นกำลังสำคัญของคริสตจักร มีหลายคนที่ยังคงปรนนิบัตรรับใช้พระเจ้าอย่างสัตย์ซื่อในคริสตจักรแห่งนี้ พระเจ้าทรงเลือกคนที่เล็กน้อยในอดีตมาแล้วอย่างไร พระองค์ก็ยังทรงกระทำอย่างนั้นในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นโนอาห์ อับราฮัม และบรรดาผู้เผยพระวจนะ พระองค์ทรงเลือกคนที่มีความเชื่อและความชอบธรรมในสายพระเนตรของพระองค์ เพื่อไม่ให้คนหนึ่งคนใดอวดได้ว่าเป็นการงานของมนุษย์ นายฮักเยี้ยงได้ร่ำรวยความเชื่อ เพราะบัดนี้คริสตจักรของพระเจ้าได้ก่อตั้งขึ้นบนรากฐานแห่งความเชื่อของท่านที่มีกับพระเจ้าและคริสตจักรก็เต็มไปด้วยสง่าราศีที่มาจากพระเจ้า